แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


ข้อความ - Shopd2

หน้า: [1] 2 3 ... 192
2
ราคาทองวันนี้ สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขายประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 (ครั้งที่ 1) ปรับลดลง 200 บาท ทองคำแท่งขายออก 28,500 บาท ทองคำรูปพรรณขายออก 29,000 บาท

ราคาทองวันนี้ สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขายประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 (ครั้งที่1) เมื่อเวลา 09.28 น. ลดลง 200 บาท

 

ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 28,400.00 บาท ขายออกบาทละ 28,500.00 บาท
ทองคำรูปพรรณรับซื้อบาทละ 27,894.40 บาท ขายออกบาทละ 29,000.00 บาท
ราคาทองคำต่างประเทศ 1,789.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ อัตราแลกเปลี่ยนที่ 33.63 บาท


สำหรับราคาทอง ประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขาย 6 ครั้ง เพิ่มขึ้น 50 บาท โดยเมื่อเวลา 17.00 น.

ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 28,600.00 บาท ขายออกบาทละ 28,700.00 บาท
ทองคำรูปพรรณรับซื้อบาทละ 28,091.48 บาท ขายออกบาทละ 29,200.00 บาท
ราคาทองคำต่างประเทศ  1,799.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ อัตราแลกเปลี่ยนที่ 33.67 บาท

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลดลงในวันจันทร์ (29 พ.ย.) เนื่องจากลาดถูกกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และจากการที่นักลงทุนเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

 

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 2.9 ดอลลาร์ หรือ 0.16% ปิดที่  1,785.2 ดอลลาร์/ออนซ์

5
คิดจะถมที่ ปลูกบ้าน หรือ สร้างโรงงาน ยินดีให้คำปรึกษา เริ่มที่เราจบที่เรา ไม่ทิ้งงาน 080-022-3804

6
ติดต่อ :
Email : info@cctgroup.co.th
เบอร์โทรศัพท์ : 0816428557, 0812079977 (คุณสมนึก)
Website : https://www.cctgroup.co.th

7

แมนฯ ยูไนเต็ด มีคิวลงสนามนัดต่อไปในวันพฤหัสบดีนี้ต้อนรับการมาเยือนของ อาร์เซน่อล ในศึก พรีเมียร์ลีก
     ถึงขณะนี้ ผีแดง มีกุนซือขัดตาทัพคนใหม่อย่างเป็นทางการแล้วหลังเซ็นสัญญากับ ราล์ฟ รังนิค เป็นเวลาหกเดือน แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ากุนซือชาวเยอรมันจะประเดิมคุมทีมต่อกรกับ เดอะ กันเนอร์ส เลยหรือเปล่า


     ต่อปัญหาการรอรับเวิร์คเพอร์มิตทำงานในประเทศอังกฤษ ส่งผลให้ ไมเคิ่ล คาร์ริค ผู้ช่วยของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อดีตกุนซือของถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด จะได้ทำหน้าที่เป็นเกมที่สามหากว่า รังนิค ยังไม่พร้อม

     จากสองเกมแรกที่อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษสวมบทผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปสยบ บียาร์เรอัล 2-0 ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ ก่อนยกทัพไปเสมอกับ เชลซี ทีมจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

     และจากสองเกมที่ว่า คาร์ริค จัดทัพลงเล่นแบบค้านสายตาแฟน.ไม่น้อยเนื่องจากเขาดร็อป บรูโน่ แฟร์นันด์ส เป็นตัวสำรองในเกมบู๊กับ เรือดำน้ำสีเหลือง ก่อนดร็อป คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในเกมบู๊กับ สิงห์บลูส์

 

ADVERTISEMENT


มีโรนัลโด้มั้ย? สโคลส์ จัดไลน์อัพ แมนยู ปะทะ อาร์เซน่อล
 

     จึงไม่แน่ว่าหากได้คุมทีมฟาดเกือกกับ อาร์เซน่อล คาร์ริค จะสร้างเซอร์ไพรส์อะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า

ADVERTISEMENT


     อย่างไรก็ดี ในฐานะกูรู พอล สโคลส์ อดีตมิดฟิลด์ทีม แมนฯ ยูไนเต็ด มองว่า โรนัลโด้ จะได้กลับมาเป็นตัวจริงดวลกับทีมจากลอนดอน
 
     "ผมจะส่งกองหน้าลงเล่นตั้งแต่ต้นเกม" สโคลส์ ในวัย 47 ปีเอ่ย

     "คริสเตียโน่ จะได้ลงสนาม และสองตัวริมเส้นทั้ง เจดอน ซานโช่ และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็จะได้เล่นเช่นกัน"

     "บางทีน่าจะมีมิดฟิลด์สองรายแทนที่จะเป็นสามรายเพื่อเน้นเกมรุกมากขึ้น"

     จากการระบุของ สโคลส์ หมายความว่า ผีแดง จะไม่ใช้สูตรรถบัสเหมือนเกมบู๊กับ สิงห์บลูส์ ซึ่ง โรนัลโด้ โดนดร็อปโดย คาร์ริค เลือกอัดแดนกลางเป็นสามรายให้ เนมานย่า มาติช มิดฟิลด์ตัวรับลงไปผนึกกำลังกับ เฟร็ด และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์

     "อาร์เซน่อล ไม่มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับ เชลซี , ลิเวอร์พูล หรือ แมนฯ ซิตี้" สโคลส์ เสริมแม้จากอันดับตารางล่าสุด เดอะ กันเนอร์ส จะอยู่ในอันดับ 5 มีคะแนนมากกว่า ผีแดง ทีมอันดับ 8 อยู่ 5 แต้ม

     เทียบจากนัดล่าสุดที่บุกไปเสมอกับ เชลซี 1-1 สโคลส์ มองว่า คาร์ริค น่าจะปรับโผ 11 ตัวแรกแค่ตำแหน่งเดียวเท่านั้นด้วยการส่ง โรนัลโด้ กลับมาเป็นตัวจริงแทน มาติช

     สำหรับตำแหน่งผู้รักษาประตู ดาบิด เด เคอา จะทำหน้าที่ตามปกติ และเจ้าตัวยังอยู่ในช่วงฟอร์มหนึบช่วยชะลอการเสียประตูให้ทีมได้หลายต่อหลายนัด

     และหาก ลุค ชอว์ ซึ่งมีอาการกระทบกระเทือนที่ศีรษะจะยังไม่พร้อม อเล็กซ์ เตลเลส ก็จะได้รับบทแบ็คซ้ายต่ออีกนัด

     ด้านคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจะยังเป็น เอริค ไบยี่ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ เนื่องจาก แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยังติดโทษแบน ขณะที่ ราฟาแอล วาราน ยังล้มเจ็บ

     ส่วนแผงกลาง "แม็คเฟร็ด" จะได้ทำหน้าที่ร่วมกันเช่นเคยเนื่องจากมิดฟิลด์ทีมชาติสกอตแลนด์ และบราซิลยังเล่นกันได้ตามมาตรฐานฝีเท้าโดยที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะรับบทเพลย์เมคเกอร์

     ส่วนแผงรุก โรนัลโด้ จะยืนค้ำในแดนหน้ารอการสนับสนุนจาก มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เจดอน ซานโช่ จากสองฝากฝั่ง

 

มีโรนัลโด้มั้ย? สโคลส์ จัดไลน์อัพ แมนยู ปะทะ อาร์เซน่อล
 


     - สรุปโผ 11 ตัวจริง แมนฯ ยูไนเต็ด ของ พอล สโคลส์ ในเกมต้อนรับ อาร์เซน่อล

     ผู้รักษาประตู : ดาบิด เด เคอา

     กองหลัง : อาร่อน วาน บิสซาก้า , เอริค ไบยี่ , วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ , อเล็กซ์ เตลเลส

     กองกลาง : เฟร็ด , สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ , บรูโน่ แฟร์นันด์ส

     กองหน้า : คริสเตียโน่ โรนัลโด้ , เจดอน ซานโช่ , มาร์คัส แรชฟอร์ด


    - ส่องผลงานห้านัดหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด

     อตาลันต้า 2-2 แมนฯ ยูไนเต็ด แชมเปี้ยนส์ลีก

     แมนฯ ยูไนเต็ด 0-2 แมนฯ ซิตี้ พรีเมียร์ลีก

     วัตฟอร์ด 4-1 แมนฯ ยูไนเต็ด พรีเมียร์ลีก

     บียาร์เรอัล 0-2 แมนฯ ยูไนเต็ด แชมเปี้ยนส์ลีก

      เชลซี 1-1 แมนฯ ยูไนเต็ด พรีเมียร์ลีก

     เกม 5 ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 2 ประตูได้ 6 ประตูเสีย 9 คลีนชีต 1

 

มีโรนัลโด้มั้ย? สโคลส์ จัดไลน์อัพ แมนยู ปะทะ อาร์เซน่อล

    - ส่องผลงานห้านัดหลังของ อาร์เซน่อล

     อาร์เซน่อล 2-0 ลีดส์ ลีกคัพ

     เลสเตอร์ 0-2 อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก

     อาร์เซน่อล 1-0 วัตฟอร์ด พรีเมียร์ลีก

     ลิเวอร์พูล 4-0 อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก

     อาร์เซน่อล 2-0 นิวคาสเซิ่ล พรีเมียร์ลีก

     เกม 5 ชนะ 4 เสมอ 0 แพ้ 1 ประตูได้ 7 ประตูเสีย 4 คลีนชีต 4


     - ผลงานเจอกันห้านัดหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล

     10 มี.ค.2019 อาร์เซน่อล 2-0 แมนฯ ยูไนเต็ด พรีเมียร์ลีก
 
     30 ก.ย.2019 แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก

     1 ม.ค.2020 อาร์เซน่อล 2-0 แมนฯ ยูไนเต็ด พรีเมียร์ลีก

     1พ.ย.2020 แมนฯ ยูไนเต็ด 0-1 อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก

     30 ม.ค.อาร์เซน่อล 0-0 แมนฯ ยูไนเต็ด

     จากสถิติที่ปรากฏ ทั้งสองทีมเจอกันห้านัดหลังใน พรีเมียร์ลีก ล้วนๆ และ อาร์เซน่อล ไม่เคยเสียท่าให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เลย

     รวมทั้งสิ้น เดอะ กันเนอร์ส กำชัยได้สามนัด เสมอสองนัด ยิงได้ 6 ประตู และเสีย 1 ประตู

9
กีฬา / www.ขายส่งอุปกรณ์กีฬา.com
« เมื่อ: ??ȨԠ?¹ 30, 2021, 09:54:27 AM »
https://www.ขายส่งอุปกรณ์กีฬา.com[/url]


11
เซ็นสัญญาสงบศึกกันแล้ว รอย คีน กับ เจมี่ คาร์ราเกอร์ สองกูรูระดับหัวแถวของวงการลูกหนังอังกฤษแสดงทรรศนะตรงกันเป๊ะต่อการฟันธงว่าทีมไหนที่จะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในซีซั่นนี้ไปครอง
     อดีตสองพ่อค้าแข้งปะทะคารมกันอย่างดุเดือดในเกม พรีเมียร์ลีก นัดที่ เชลซี เปิดบ้านเสมอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในประเด็นที่ ไมเคิ่ล คาร์ริค นายใหญ่ขัดตาทัพของทีมเยือนสร้างความช็อคดร็อป คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไปนั่งเป็นตัวสำรอง


     ต่อกรณีดังกล่าว คีโน่ ชี้ว่าดาวซัลโวระดับ โรนัลโด้ ไม่ควรหลุดจากโผ 11 คนแรกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมใหญ่กับ สิงห์บลูส์ หากแต่ คาร์ร่า แย้งว่าเข้าใจแท็คติกของ คาร์ริค ดีที่มองว่าดาวยิงเลือดฝอยทองมีอายุ 36 ปีแล้ว และไม่ค่อยวิ่งกดดันกองหลังฝ่ายตรงข้าม

     อย่างไรก็ดี ล่าสุดเมื่อ 29 พ.ย. อดีตกองกลางทีม แมนฯ ยูไนเต็ด และอดีตกองหลัง ลิเวอร์พูล มีมุมมองตรงกันว่าทีมไหนที่จะเข้าเส้นชัยได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้ไปเชยชม

     "ผมกาชื่อ แมนฯ ซิตี้ ทิ้งเมื่อปีก่อน และเสียใจเพราะพวกเขาพลิกสถานการณ์ได้ในเดือนพ.ย. ก่อนได้แชมป์แบบง่ายดาย" คีน เอ่ยกับ สกาย สปอร์ตส์

     "ตอนนี้ในเวลานี้ ลิเวอร์พูล กับ เชลซี ยอดเยี่ยมมาก แต่ผมขอเลือก แมนฯ ซิตี้"

ADVERTISEMENT


     ด้าน คาร์ร่า เห็นตรงกันด้วยการกล่าวว่า "ลิเวอร์พูล เก็บคลีนชีตได้หลายเกม แต่พวกเขามองดูมีช่องโหว่ในเกมรับหลายครั้ง"

     "ผมคิดว่า แมนฯ ซิตี้ ดูมีเกมรับที่แข็งแกร่งมากในตอนนี้"

     "ลิเวอร์พูล ยิงประตูได้ตลอดเวลา แต่ในตอนนี้ผมขอเลือก แมนฯ ซิตี้"

     ขณะเดียวกัน จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ อดีตกองหน้า เชลซี ไม่ขอลงความเห็น แต่ยอมรับว่าจะดีใจมากหากทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล จะครองแชมป์

ADVERTISEMENT


     "มันยากที่จะพูด มันยังสูสี"

     "ผมคิดว่าทั้งสามทีมใกล้เคียงกันมาก ทั้งสามทีมสามารถคว้าแชมป์ได้ ลิเวอร์พูล แข็งแกร่ง และ แมนฯ ซิตี้ สามารถชนะ 16 เกมรวดได้!" อดีตหัวหอกทีมชาติฮอลแลนด์เอ่ย
    
     "ผมอยากให้ เชลซี ได้แชมป์ แต่มันไม่ง่าย มันสูสี"

     สำหรับ แกรี่ เนวิลล์ กูรูอีกรายอดีตแบ็คขวา แมนฯ ยูไนเต็ด เคยออกปากชี้เมื่อเดือน ต.ค.ว่า แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะได้ชูโทรฟี่อีกหน

     "ผมขอเลือก ซิตี้ เพราะผมเลือกพวกเขาตั้งแต่ต้นซีซั่น แต่ผมคิดว่า เชลซี จะทำได้ใกล้เคียง"

     "ผมคิดว่าการปราศจากกองหน้าของ ซิตี้ จะสร้างปัญหาให้กับพวกเขานิดหน่อย ลิเวอร์พูล มี 11 ตัวแรกที่ดีที่สุด แต่ผมไม่มั่นใจว่ามันอาจเกิดความผิดพลาดเหมือนซีซั่นก่อนได้หาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ หรือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ บาดเจ็บ"

     "ผมคิดว่า เชลซี แข็งแกร่งมาก เราได้เห็นกันแล้วว่าแม้ไม่มีเซ็นเตอร์ฮาล์ฟสองหรือสามราย พวกเขาก็ยังโชว์ผลงานกันได้ ผมขอเลือก ซิตี้ แต่ผมคิดว่า เชลซี มีลุ้นแม้จะไม่ได้แชมป์"

     อนึ่ง ถึงขณะนี้ เชลซี ยังนำเป็นจ่าฝูงของลีกหลังผ่านไป 13 นัดโดยมีแต้มนำ แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล หนึ่งและสองแต้มตามลำดับ

12
วิกฤติตลาดหุ้นและการฟื้นตัว

บทความโดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ( Value Investor ) ชั้นแนวหน้า

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงมา 37.85 จุดหรือลดลง 2.3% และเป็นการปรับตัวลงแรงตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่ลดลงมาในระดับเดียวกัน อย่างเช่นดัชนีดาวโจนส์ที่ลดลงมา 2.53% และดัชนีนิกเกอิก็ลดลงมา 2.53% เท่ากันพอดี  การลดลงในลักษณะคล้าย  ๆ  กับ  “แพนิก” หรือตกใจนั้น  นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่าเป็นเพราะนักลงทุนหวั่นวิตกว่าโรคโควิด-19 มีการกลายพันธุ์ที่อาจจะร้ายแรงจนวัคซีนที่มีอยู่อาจจะไม่สามารถป้องกันได้ซึ่งอาจจะทำให้ต้องปิดเมืองกันทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง  บางคนก็เสริมว่าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของสหรัฐอาจจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาด  ดังนั้นนักลงทุนจึงเทขายหุ้นกันจนกลายเป็นแพนิก  แต่สิ่งที่นักลงทุนกลัวจริง ๆ  นั้นน่าจะอยู่ที่ว่ามันจะนำไปสู่การตกลงของหุ้นจนอาจจะเป็นวิกฤติในช่วงต่อไปมากกว่า  เพราะเหตุผลที่หุ้นจะลดลงต่อเนื่องและรุนแรงในระดับที่เป็นวิกฤตินั้นมีอยู่แล้วนั่นก็คือ  หุ้นมีราคาปรับขึ้นไปสูงมากเป็น  “All Time High” อานิสงค์สำคัญก็คือ  สภาพคล่องทางการเงินล้นทั่วโลก  และนี่ก็ใกล้วันที่จะมีการดูดเม็ดเงินกลับซึ่งจะทำให้สภาพคล่องลดลงต่อเนื่อง  ว่าที่จริงจะมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่หรือไม่  โอกาสที่หุ้นจะตกหนักก็มีอยู่แล้ว  ลองมาดูประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวิกฤติของตลาดหุ้นกัน

 

ผมจะใช้ตลาดหุ้นสหรัฐย้อนหลังไปประมาณ 20 ปีและเริ่มจากวิกฤติหุ้นไฮเท็คในปี 2000  ซึ่งก็ก่อให้เกิดวิกฤติไปทุกตลาดรวมถึงหุ้นในดัชนีดาวโจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นยักษ์และหุ้นในดัชนี S&P ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นหลัก ๆ ทั้งประเทศของสหรัฐ  สิ่งที่ผมพบนั้นน่าสนใจในแง่ที่ว่าวิกฤตินั้นมักจะเกิดขึ้นตอนที่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงสุด  ตลาดหุ้นร้อนแรงแบบ  “ลุกเป็นไฟ” ซึ่งก็เป็นภาวะตลาดหุ้นในปัจจุบัน  


นอกจากนั้น  ผมก็จะแสดงให้เห็นการฟื้นตัวหลังวิกฤติทุกครั้งที่ดัชนีตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นไปต่อเนื่องยาวนานจนถึง Peak หรือถึงจุดสุดยอดอีกครั้งก่อนที่จะเกิดวิกฤติตามมา  ส่วนเรื่องสาเหตุหรือเหตุผลที่ก่อให้เกิดวิกฤตินั้น  เอาแน่นอนอะไรไม่ได้  ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตอนนั้น  ที่นักวิเคราะห์ก็มักจะสรุปเอาว่าเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดวิกฤติหลังจากที่หุ้นถล่มลงไปแล้ว  แต่สำหรับผมเอง  ลึก ๆ  แล้ว  ผมคิดว่าบางทีสิ่งที่พูดนั้นมันคล้าย  ๆ  กับเป็น  “แพะ” ไม่ได้เป็นคนทำให้เกิดขึ้นแต่บังเอิญ “โผล่” ออกมาตอนนั้น
 

วิกฤติแรกก็คือวิกฤติหุ้นไฮเท็คนั้นเกิดขึ้นเมื่อดัชนีแนสแด็กขึ้นถึงจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 ที่ประมาณ 7,651 จุด  หลังจากนั้นดัชนีก็ปรับตัวลงมาอย่างแรง  ใช้เวลาประมาณ 2 ปี 7 เดือนก่อนที่จะถึงจุดต่ำสุดในเดือนกันยายน 2002 ที่ดัชนี 1,791 จุด  และเป็นการปรับตัวลดลงถึง 77%  หุ้นไฮเท็คที่ร้อนแรงแม้แต่หุ้นอย่างอะมาซอนก็ตกลงไปกว่า 90% เป็น “หายนะ” ก่อนที่จะกลายเป็นหุ้นยักษ์ในวันนี้

 

ดัชนีหุ้น S&P หรือก็คือตลาดหุ้นโดยรวมไม่ได้ตกลงตามทันทีแต่กลับขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม 2000 ที่ 2,430 จุดก่อนที่จะตกลงมาอย่างแรงเป็นวิกฤติตามมาจนเหลือแค่ 1,246 จุดในเดือนกันยายน 2002 หรือลดลงถึง 48% ในช่วงเวลา 2 ปี 1 เดือน  ในขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ในดัชนีดาวโจนส์นั้นพีกไปก่อนตั้งแต่เดือนธันวาคม 1999 ที่ 18,890 จุด และตกลงมาต่อเนื่องจนถึง “พื้น” ที่ 11,600 จุดหรือลดลง 39% ในเดือนกันยายน 2002 ใช้เวลาในการตกลงมาประมาณ 2 ปี 9 เดือน  ข้อสรุปก็คือ  ในยามวิกฤตินั้น  หุ้น “เก็งกำไรตัวเล็ก”  ซึ่งมักจะ “โตเร็ว”   เวลาวิกฤติจะตกหนักที่สุด  หุ้นตัวใหญ่มั่นคงจะตกน้อยที่สุด  และการตกลงมานั้นมักจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี  โดยที่หุ้นทุกประเภทจะลงมาที่จุดต่ำสุดพร้อม ๆ  กันเช่นเดียวกับช่วงเวลาที่หุ้นขึ้นถึงจุดสูงสุดก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
 


หลังจากหุ้นทั้งหมดตกลงไปถึงพื้นในเดือนกันยายน 2002 หุ้นทุกกลุ่มก็เริ่มฟื้นตัวพร้อม ๆ  กันและดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ  ดัชนีแนสแด็กปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 5 ปี 1 เดือนจนถึงเดือนตุลาคม 2007 ที่ 3,785 ซึ่งเป็นจุดสูงสุด  หรือเป็นการปรับขึ้นถึง 111% ให้ผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 15.9% ซึ่งถือว่าดีเยี่ยม  แต่แล้วหลังจากนั้นหุ้นก็ถล่มเพราะ “วิกฤติซับไพร์ม”  ดัชนี S&P ก็พีกในเดือนตุลาคม 2007 เช่นเดียวกันที่ 2,051 จุด ปรับเพิ่มขึ้นถึง 65% ในเวลา 5 ปี 1 เดือนหรือให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 10.3% ไม่เลวเลย  ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์นั้นพีกไปก่อนเล็กน้อยในเดือนกันยายน 2007 ที่ 18,440 จุด เพิ่มขึ้น 59% ในช่วงเวลา 5 ปีหรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้น 9.7% ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ใช้ได้เมื่อเทียบกับการเป็นบริษัทขนาดยักษ์ที่มั่นคงมากในการลงทุนสำหรับคนทั่วไป

 

วิกฤติซับไพร์มของปี 2008 นั้น  ทำให้ดัชนีแนสแด็กตกลงมาอย่างแรงและต่อเนื่องจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ดัชนีลดลงเหลือเพียง 1,795 จุด คิดเป็นการตกลงมาถึง 53% ในเวลา 1 ปี 4 เดือน   ส่วนของ S&P ดัชนีก็ตกถึงพื้นพร้อมกันในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ที่ 958 จุด หรือลดลง 53% เท่ากันพอดี ในช่วงเวลา 1 ปี 4 เดือนเช่นเดียวกัน  ในด้านของดาวโจนส์เองนั้น  ดัชนีตกลงมาเหลือ 9,203 จุดหรือลดลง 50% ในช่วงเวลา 1 ปี 5 เดือน  ข้อสรุปก็คือ  หุ้นใหญ่ก็ยังตกน้อยกว่าหุ้นเล็กแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้น้อยกว่ามาก  ในขณะที่ช่วงเวลาหุ้นพีกและตกลงถึงพื้นนั้นแทบจะตรงกันหมดและลดลงเมื่อเทียบกับอดีต  นี่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าวิกฤติซับไพร์มนั้นรัฐบาลได้เข้ามาช่วยเหลืออัดสภาพคล่องเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและตลาดหุ้นมหาศาลเทียบกับวิกฤติครั้งก่อน ๆ ซึ่งทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติเร็วขึ้นและทำให้ธุรกิจและหุ้นฟื้นตัวแรงและเร็วกว่าที่ควรจะเป็นมาก

 

ดัชนีแนสแด็กปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานหลังซับไพร์มจนถึงเดือนมกราคม ปี 2020 ที่ 9,810 จุด คิดเป็นการปรับตัวขึ้นถึง 447% ในเวลา 10 ปี 11 เดือน ให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละประมาณ 16.8% และต้องเรียกว่าเป็น  “ทศวรรษทอง” ของหุ้นไฮเท็คโดยเฉพาะที่เป็นดิจิทัล   ส่วนของดัชนี S&P เองก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นเช่นกันและไปพีกที่เดือนธันวาคม 2019 ที่ 3,476 จุด หรือเพิ่มขึ้น 263% คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 12.6%  ในช่วงเวลา 10 ปี 10 เดือน  ในเวลาเดียวกัน  ดัชนีดาวโจนส์ก็ปรับตัวขึ้นใกล้เคียงกันคือไปถึงจุดสูงสุดที่ 30,707 จุดหรือเพิ่มขึ้น 234% คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 11.8% ในช่วงเวลา 10 ปี 10 เดือน  และนี่ก็เป็นการยืนยันว่าหุ้นขนาดใหญ่มักจะโตช้ากว่าหุ้นที่เล็กกว่าและ/หรือเป็นธุรกิจสมัยใหม่กว่า  ส่วนหุ้นทั้งประเทศก็จะอยู่ระหว่างกลางทั้งการตกและการขึ้นของหุ้น

 

วิกฤติที่ตามมาหลังจากหุ้นวิ่งขึ้นไปอย่างร้อนแรงจนเป็นจุดสูงสุดในรอบล่าสุดนี้ก็เป็นอย่างที่รู้คือ  วิกฤติโควิด-19 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อโลกโดยเฉพาะอเมริกาตระหนักว่ามันเป็น  “Pandemic” คือโรคนั้นร้ายแรงและติดต่อและกระจายไปทั่วโลกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2520  ดัชนีแนสแด็กปรับตัวลดลงอย่างแรงในช่วงสั้น ๆ  30-40%  อย่างไรก็ตามถ้ามองเป็นเดือนก็พบว่าดัชนีหุ้นตกลงมาถึงพื้นในเดือนมีนาคม 2520 เหลือ 8,255 จุด หรือลดลง 16% เช่นเดียวกัน  ดัชนี S&P ลดลงเหลือ 2,771 จุด  หรือลดลง 20% และดัชนีดาวโจนส์ลดลงเหลือ 23,495 จุดหรือลดลง 23% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน  แต่หลังจากนั้น  ด้วยมาตรการของรัฐบาลในการ “แจกเงินชดเชย” ให้กับประชาชนที่ต้องหยุดงานอยู่ที่บ้าน  ประกอบกับการพัฒนาของแพลทฟอร์มการเทรดหุ้นที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนได้อย่างสะดวกและแทบจะไม่เสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขายส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรมหาศาลในหุ้น  ตลาดก็ฟื้น  ดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นอย่างแรงและเร็วมากจนไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะหุ้นดิจิทัลซึ่งไม่ถูกกระทบเลยจากการปิดเมือง  แต่กลับได้ประโยชน์มหาศาลเมื่อคนหันมาใช้บริการของบริษัทดิจิทัลขนาดยักษ์ทั้งหลาย

 

ดัชนีหุ้นทุกตัวฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและปรับตัวขึ้นเป็นสถิติสูงสุดใหม่หลังตกลงมาถึงพื้นในเดือนมีนาคม 2020 เฉพาะอย่างยิ่งดัชนีแนสแด็กปรับขึ้นเป็น 15,845 จุดในเดือนพฤศจิกายน 2021 คิดเป็นการเพิ่มถึง 92% ในเวลา 1 ปีกับ 7 เดือน  ดัชนี S&P ขึ้นไปเป็น 4,605 จุดหรือเพิ่มขึ้น 66% ในเวลา 1 ปี 7 เดือน  และดาวโจนส์ถึงจุดพีกในเดือนตุลาคม 2021 ที่ 35,820 จุดในช่วงเวลาเดียวกัน  นี่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นสั้นมากและฟื้นตัวเร็วมากที่สุดในประวัติศาสตร์จนแทบจะไม่เห็นเลยในเส้นกราฟที่ยาวนานหลายสิบปี  ประเด็นก็คือ   เป็นไปได้ไหมว่า “วิกฤติจริง” อาจจะใกล้เกิดขึ้นอีกรอบหนึ่ง  และรอบนี้ก็อาจจะมีแพทเทิร์นหรือรูปแบบที่มักจะเกิดขึ้นในอดีตที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดจริงและใช้เวลาหลายปีก่อนที่จะฟื้นกลับมาใหม่และเติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี  เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์  และเมื่อเกิดขึ้น  จะเป็นอย่างเดิมไหมที่หุ้นโตเร็วแบบหุ้นดิจิทัลยุคใหม่จะตกหนักที่สุด

13
สนใจดูตัวอย่างสินค้า/เป็นตัวแทนขาย
Inbox: m.me/CCTGROUPCompany
Email : info@cctgroup.co.th
Line: Lakkana99
โทร : 0816428556 (คุณลักขณา)
Website : https://www.cctgroup.co.th

หน้า: [1] 2 3 ... 192